ไม่มีใครพลิกจากแพ้มาได้แต้มมากไปกว่า ลิเวอร์พูล อีกแล้ว

ไม่มีใครพลิกจากแพ้มาได้แต้มมากไปกว่า ลิเวอร์พูล อีกแล้ว
คริสตัล พาเลซ อาจไม่ใช่ทีมใหญ่ และเซลเฮิร์สท์ พาร์ค ก็เป็นสนามที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เก็บคะแนนได้มากที่สุด แต่ 3 แต้มที่ได้กลับมาจากที่นั่นคือ 3 คะแนนใหญ่จริงๆ สำหรับลิเวอร์พูล

แน่นอนมันคือ 3 คะแนนที่ทำให้ทีมแซงอาร์เซน่อลขึ้นไปเป็นจ่าฝูงและยึดหัวหาดผู้นำในสัปดาห์นี้อย่างถาวรหลังทีมปืนใหญ่พ่ายแพ้ที่ วิลล่า พาร์ค ในอีกไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็เป็น 3 คะแนนใหญ่ในแง่ความยากเย็นกว่าจะได้มันมา

ลิเวอร์พูลชนะ แต่ไม่ง่ายเลยกว่าจะชนะ

คริสตัล พาเลซ เล่นดีน่าชื่นชม ขยับเข้าชิดนักเตะลิเวอร์พูลไม่ให้เล่นง่าย อาศัยแรงปะทะที่ได้เปรียบเล่นงานพื้นที่สำคัญตรงกลางสนามที่ วาตารุ เอนโด รับผิดชอบจนน่วมในครึ่งแรก

จังหวะที่รอดตัวจากจุดโทษในครึ่งแรกด้วย VAR นั่นก็ใช่ มันคือจังหวะที่ผู้เล่นเจ้าถิ่นจ้องอยู่

พละกำลังจากแดนกลางหงส์แดงขาดหายไป โดมินิก โซโบสไล กับ ไรอัน กราเฟนแบร์ค ขับเคลื่อนเกมไม่ถนัด ยิ่งการประสานงานในแดนหน้าคล้ายจมหายไปกับสายน้ำ บอลขาดๆ เกินๆ ไปหมด

การปรับแก้เกมของคล็อปป์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ต้องรอให้เวลายืดเยื้อเพราะเกมที่ไม่ดีเลยและทีมต้องพยายามทำประตูให้ได้ในครึ่งหลัง โจ โกเมซ ถูกส่งลงมาแทนเอนโดตั้งแต่กลับออกจากห้องแต่งตัว ขยับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ขึ้นไปยืนกองกลาง

ดีขึ้นไหม.. ไม่มาก หรืออาจจะแทบไม่ได้ดีขึ้นเลย ความอึดอัดยังปกคลุมกับเกมที่ตื้อตัน ไอเดียที่เคยโลดแล่นและโอกาสเข้าทำถูกจำกัดสิ้น ซ้ำร้ายยังเสียประตูไปก่อนจนได้อีกต่างหาก

ลิเวอร์พูลดูเร่งไม่ขึ้นเหมือนคนอ่อนล้าแม้จะอ้างอะไรมากไม่ได้เรื่องเตะเป็นคู่แรกวันเสาร์อีกแล้วเพราะกระทั่งคล็อปป์ยังพูดเองว่า คริสตัล พาเลซ ก็มีเวลาพักน้อยพอๆ กันด้วยต้องผ่านเกมคืนวันพุธมาเหมือนกัน

แต่ฟุตบอลก็เป็นอย่างนี้ในหลายๆ เกม.. มันมีจุดเปลี่ยน จุดพลิกผัน จุดที่ทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตรไปอีกทาง

รอย ฮอดจ์สัน นายใหญ่พาเลซ กับ เจอร์เมน จีนัส ที่วิเคราะห์เกมในรายการแมตช์ออฟเดอะเดย์เห็นตรงกันกับใบเหลืองแรกของ จอร์แดน อายิว ว่าผู้ตัดสินให้ง่ายไปนิดแม้ตามแนวทางปฏิบัติจะสามารถให้ได้

ไม่ได้มีปัญหากับการให้ใบเหลือง มันอยู่ในอำนาจของผู้ตัดสินทุกอย่าง แต่แค่น่าเห็นใจเพราะอายิวไม่ได้แสดงอาการยึกยักอะไรมากเลย จังหวะนั้นใช้เวลาเกิดขึ้นเพียง 1-2 วินาทีเท่านั้น

แต่ก็นั่นล่ะครับ ไหวพริบของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ทำให้ใบเหลืองหลุดจากกระเป๋าเสื้อของ แอนดี้ แมดลี่ย์ มันอาจน่าหงุดหงิดในมุมของแฟนพาเลซ แต่ก็เป็นไปตามเกณฑ์ทุกอย่าง ใบเหลืองอ่อนๆ ใบแดงแก่ๆ ใบเหลืองแก่ๆ ใบแดงอ่อนๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาในเกมฟุตบอล และสิ่งที่เป็นความจริงก็คือเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันก็เป็นปัญหาของคุณแล้ว

ยิ่งเมื่อคุณยังอยู่ในเกมและมีใบเหลืองติดตัว คุณยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก ใบเหลืองที่ได้รับจะอ่อนจะแก่ไม่สำคัญเท่ามันยังคาอยู่และสามารถอัพเกรดเป็นใบแดงได้ทุกเมื่อ

จังหวะเข้าแย่งบอลจากด้านหลัง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เป็นความพยายามที่จะสกัดบอลไม่ใช่เจตนาตัดเกม แต่มันก็เป็นใบเหลืองได้เช่นกัน บางทีถ้าให้ชัวร์ที่สุด อายิว อาจจำเป็นต้องปล่อยให้เอลเลียตต์พาบอลหลุดไปก่อนเพราะยังเป็นพื้นที่แค่เกือบกลางสนาม ทว่าเมื่อคุณเลือกสกัดก็ต้องแบกรับความเสี่ยงนั้นเอง

ผู้ตัดสินบางคนอาจจะยังทดใบเหลืองที่สองนั้นไว้ในใจก่อนเพราะมันไม่ใช่การทำฟาวล์รุนแรงหรือน่าเกลียดชนิดต้องให้สถานเดียว และจะกล่าวเตือนนักเตะคนนั้นให้รู้ว่าถ้ามีการฟาวล์ครั้งต่อไปไม่ว่าจะหนักเบาแค่ไหนคุณไม่รอดแล้วนะ

แต่ถ้าผู้ตัดสินบางคนจะควักใบเหลืองให้เลยมันก็ไม่แปลกเช่นกัน เพราะเรื่องนี้อยู่ในดุลยพินิจของแต่ละคน สังเกตว่าแมดลี่ย์ชั่งใจอยู่เหมือนกันก่อนจะตัดสินใจแจกใบเหลืองให้ดาวเตะกานา

และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในฉับพลันทันทีของเกมนี้

75 นาทีที่ผ่านมาของเกมไม่มีวี่แววของการเป็นผู้ชนะเลยสำหรับลิเวอร์พูล ไม่มีภาพของการไล่บดขยี้สร้างโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีภาพที่คริสตัล พาเลซ ต้องกระเสือกกระสนโดนกระหน่ำจนโงหัวไม่ขึ้น แทบไม่มีความหวังว่าทีมจะได้ประตูเกิดขึ้นเลยในความรู้สึกของเดอะค็อป

ก็เกมมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แม้คล็อปป์จะเค้นสมองปรับเปลี่ยนทั้งผู้เล่นและแท็คติกแบบหมดก๊อกแล้วก็ตาม

ถัดจาก โกเมซ ที่ลงมาแทนเอนโดในนาทีที่ 46 เพื่อดันเทรนต์ขึ้นมิดฟิลด์ คล็อปป์ส่ง อิบราฮิมา โกนาเต้ กับ โกดี้ คักโป ลงมาแทน จาเรลล์ ควอนซาห์ กับ กราเฟนแบร์ค เพื่อปรับระบบเป็น 4-2-3-1 ก่อนถึงหนึ่งชั่วโมงของเกม และปิดท้ายด้วยการส่ง เคอร์ติส โจนส์ กับ เอลเลียตต์ แทน โซโบสไล กับ ดาร์วิน นูนเญส เพื่อคุมพื้นที่แดนกลางให้ได้ในช่วง 16-17 นาทีสุดท้าย

มันก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งใบเหลือง-แดงของอายิวในนาทีที่ 75

อันที่จริงเราคงยังบอกไม่ได้ว่าการลงสนามของ โจนส์ กับ เอลเลียตต์ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นในแง่ของเกม เพราะโจนส์ลงนาที 73 เอลเลียตต์ลงนาที 74 ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินการแก้เกมก๊อกสุดท้ายนั้นของคล็อปป์เพราะเพียงแค่นาทีเดียวให้หลัง อายิว ก็มาถูกไล่ออก แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงก็คือเกมเปลี่ยนไปทันทีนับตั้งแต่การไล่ออกนั้น

จีนัสวิเคราะห์การเล่นของ เอลเลียตต์ ไว้อย่างน่าสนใจครับ

อดีตกองกลางสเปอร์สและนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด นำเอาวิธีการเล่นของเอลเลียตต์มาแสดงให้ดู 3-4 จังหวะ บทบาทของมิดฟิลด์หนุ่มในช่วง 15 นาทีสุดท้ายนั้นคือตัว Spare man หรือตัวเสริมพิเศษที่ทำให้จำนวนผู้เล่นของทีมมากกว่าคู่แข่ง

ไม่ว่าจังหวะ 2 ต่อ 2.. 3 ต่อ 3 หรือ 4 ต่อ 4 ที่นักเตะพาเลซยันกับนักเตะลิเวอร์พูลในพื้นที่ฝั่งขวาของสนาม เอลเลียตต์จะขยับเข้าไปเป็นตัวเลือกพิเศษทุกครั้งทำให้สถานการณ์ตัวผู้เล่นกลายเป็น 3 ต่อ 2.. 4 ต่อ 3 และ 5 ต่อ 4

ประตูชัย 2-1 ที่เขาสับไกในนาที 90+1 ก็เป็นลักษณะนี้ ขยับเข้าไปเป็นตัวเลือกเพิ่มให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีเป้าส่ง และก็พาบอลไปยิงเองอย่างเด็ดขาด

ความได้เปรียบจาก Spare man ตรงนี้อาจไม่เกิดขึ้นหรือด้อยประสิทธิภาพลงไปก็ได้ถ้า จอร์แดน อายิว ไม่ถูกไล่ออก เพราะนักเตะพาเลซจะมีตัวช่วยไล่ประกบเอลเลียตต์อีกคน

นั่นคือราคาที่ คริสตัล พาเลซ ต้องจ่ายไปกับใบเหลือง-แดงที่เป็นจุดหักเหสำคัญของเกม และมันก็แพงระยับจริงๆ เมื่อดูจากความน่าประทับใจในการเล่น การวางแผนโจมตีอาคันตุกะในจังหวะตอบโต้ วิธีการต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวรับมือมาเป็นอย่างดี

แกรี่ ลินิเกอร์ พิธีกรรายการแมตช์ออฟเดอะเดย์พูดถึง เอลเลียตต์ ในมุมเปรียบเทียบกับ เดวิด แฟร์คลัฟ แน่นอนครับมันยังไกลนักสำหรับการเปรียบเทียบกับ”ลูกเป็ดขี้เหร่” ที่เป็นซูเปอร์ซับระดับตำนานไม่เพียงแค่ของลิเวอร์พูลแต่ยังเป็นวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่อิทธิพลที่ เอลเลียตต์ มีต่อเกมนั้นดูจะมีประสิทธิภาพขึ้นมากในซีซั่นนี้ ทุกครั้งที่ได้ลงสนามเขามักจะสร้างความแตกต่างได้ตลอด

พัฒนาการแบบนี้ของเอลเลียตต์ยิ่งเป็นผลดีต่อทีม ด้วยบทบาทของเขาจะขยับเข้าใกล้การเป็นตัวเลือกอีกคนในตำแหน่งตัวจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ยังมีปัจจัยอื่นประกอบอีกด้วยเช่นกันในชัยชนะเกมนี้ของลิเวอร์พูล การป้องกันอันยอดเยี่ยมของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่หายเจ็บกลับมาทันเวลาพอดี ทั้งลูกเซฟมหัศจรรย์ในครึ่งแรกและลูกปัดเหลือเชื่อลูกสุดท้ายช่วยให้หงส์แดงควัก 3 แต้มกลับเมอร์ซี่ย์ไซด์

ในทางตรงกันข้าม พาเลซกลับต้องเสีย แซม จอห์นสโตน ไปในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวต้องถูกเปลี่ยนออกก่อนหมดเวลาเพียง 3 นาที และคนที่ลงมาทำหน้าที่แทนอย่าง เรมี่ แมทธิวส์ ไม่เคยมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาก่อน

ประตูมือสองที่ไม่เคยสัมผัสพรีเมียร์ลีก ต้องลงสนามโดยไม่ทันเตรียมตัว ในเวลาบีบคั้นเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทีมเหลือผู้เล่นน้อยกว่าและกำลังถูกบุกใส่อย่างหนัก บอลเข้ามาทุกทิศทุกทาง โอกาสผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้มากกว่า

ประตูชัยของลิเวอร์พูลเอลเลียตต์ยิงได้ดี แต่บอลที่เข้าเสาแรกก็เป็นความรับผิดชอบของคนเป็นนายทวารเช่นกัน

สุดท้ายแล้วมันก็เป็นอีกเกมที่ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของทีมที่พร้อมจะลุ้นแชมป์ หัวใจของพวกเขายังคงฮึกเหิม มุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้ในทุกเกม เฉพาะฤดูกาลนี้เก็บแต้มจากสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายแพ้ได้ถึง 18 คะแนน มากกว่าใครในลีก ไบรท์ตันคืออันดับสอง 12 แต้ม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 10 แต้ม สเปอร์ส 9 แต้ม

ไม่มีใครพลิกสถานการณ์จากที่กำลังแพ้กลับมาได้คะแนนมากไปกว่าลิเวอร์พูลอีกแล้ว และประตูชัยในช่วงทดเวลาในยุคพรีเมียร์ลีกก็ยังเป็นทีมหงส์แดงที่ทำได้มากกว่าใครทั้งหมด ประตูของเอลเลียตต์คือลูกที่ 43 เข้าไปแล้ว ทิ้ง อาร์เซน่อล อันดับสอง 11 ลูก ทิ้งสเปอร์สอันดับสาม 12 ลูก ทิ้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอันดับสี่ 14 ลูก

ยิงประตูชัยในช่วงทดเวลา 43 ลูก.. มีทั้งที่เบียดจากเสมอเป็นชนะ และพลิกจาก 0 แต้มเป็น 3 แต้ม!

ในจำนวน 43 ประตูที่ว่านั้น มีถึง 17 ลูกหรือคิดเป็นร้อยละ 40 ที่เกิดขึ้นในยุค เจอร์เก้น คล็อปป์

นี่คือ Mentality monsters ที่คล็อปป์นำเข้ามาให้กับทีมโดยแท้ และมันยังจะคงอยู่กับทีมต่อไปอีกนาน.. ไว้ใจได้เลย

ลิเวอร์พูลขึ้นสู่ตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ มันอาจจะเกิดขึ้นในเกมที่เวลาเตะไม่ใช่ favourite time ของเขา.. แต่แน่ล่ะครับ กับอันดับที่ยืนอยู่ ณ ตอนนี้ จะบอกว่าไม่ใช่ favourite position ก็คงเขินๆ ล่ะนะ

ตังกุย

Rate this post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *